"เส้นทางที่ยาวนาน"
Lori Dengler จาก Humboldt State University กล่าวไว้ในNew Scientist Magazine ว่า"Even without a warning system, even in places where they didn't feel the earthquake, if people had simply understood that when you see the water go down, when you hear a rumble from the coast, you don't go down to investigate, you grab your babies and run for your life, many lives would have been saved."นั่นคือความหมายของหายนะTsunami ที่เกิดจากความไม่รู้ว่าTsunami มีธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างไร
การเข้าใจTsunami คือสิ่งที่ทำให้ Seminar on Tsunami Disaster Prevention/Reduction และ Workshop on Tsunami Disaster Mitigation ถูกจัดขึ้นโดยPort and Airport Research Institute (PARI)ของญี่ปุ่น ระหว่าง1-11 August 2006 ที่ผ่านมา งานนี้มีผู้ถูกเชิญไปร่วมงานประเทศละคน จากประเทศในเอเซียแถบมหาสมุทรอินเดีย ที่ร่องรอยของTsunami ยังไม่ลบเลือน มีพิเศษจากไทย2คนที่คนหนึ่งไม่เคยเกี่ยวข้องเลยกับTsunami แต่ใจกล้าถามเขาว่ามีที่ให้ไปร่วมสังเกตุการณ์ได้สักคนไหม น่าแปลกใจที่ PARI ตอบตกลงให้มาร่วมได้เพราะบอกเขาว่า อยากไปอาจได้ช่วย Education เรื่องTsunami งานนี้จึงได้พบ Dr.Chadha จาก India, Dr.Subandonoจาก Indonesia, Dr. amjad จากMaldives, Dr Nimalจาก Sri Lanka และ Dr อัปสรสุดา จากประเทศไทย
earthquake, sea roaring , and then tsunamiนั่นคือจุดกำเนิด ระดับMagnitudeการเกิดแผ่นดินไหวที่ได้ยินเสมอว่า 7.3 หรือ 9.6 หรือ .....ทำให้ เกิด-ขนาดรอยเลื่อนของผิวหน้าดินในทะเลมากน้อยต่างกัน ทำให้น้ำทะเลถูกดันยกขึ้นหรือแม้แต่บนบกก็ทำให้เกิดการยกเคลื่อนของน้ำในแม่น้ำเกิด tsunami แผ่นดินไหวไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ก่อให้เกิด tsunami แต่แผ่นดินไหวทำให้เกิดรอยเคลื่อนของผิวโลก เมื่อผิวโลกเคลื่อนจากสาเหตุใดก็ตามย่อมมีผลต่อพื้นผิวบนผิวโลกบริเวณนั้นทันที และถ้าเป็นน้ำการยกขึ้นของมวลน้ำมีพลังงานมหาศาลแบบ tsunami การสัมมนาคราวนี้ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันที่เกี่ยวข้อง Dr.Hiraishi,Dr.Tomita,Dr.Watanabe วิศวกรรมสาขาต่างๆที่ต่างคนต่างศึกษาในเรื่องของ tsunamiในแง่มุมที่ต่างกันตั้งแต่เทคโนโลยีที่นำมาใช้เพื่อคาดการณ์การเกิด tsunami การประดิษฐ์กรรมใหม่ๆของโครงสร้างประตูกั้นน้ำปิดอ่าวเวลาเกิด tsunami ได้นำเรื่องการศึกษาและผลสรุปมาอธิบาย คนญี่ปุ่นที่เป็นนักวิจัยและวิชาการ มีลักษณะไม่เหมือนนักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญนี้่มีใจที่จะอธิบายเรื่องยากให้ฟังง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ทั้งยังเอื้อเฟื้อข้อมูลต่างๆอย่างเปิดเผยไม่หวงวิชา นักวิชาการทั้งหลายจึงสนุกกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ที่ต่างคนต่างมีต่างศึกษาในประเทศของตน มาร่วมแสดงความคิดและข้อท้วงติง แม้นั่งฟังชั่วโมงแรก ไม่เข้าใจอะไรเลยว่าเขาพูดเรื่องอะไรกันแต่อดทนฟังนานขึ้น พูดซ้ำขึ้น ภาษาวิชาการที่ฟังเหมือน หลุดออกไปอีกโลกเริ่มพอเห็น พอเข้าใจบ้าง แม้ไม่ทั้งหมดแต่พอกล้อมแกล้มถามได้บ้าง แบบไม่โง่จนชัดเจน อะไรทำนองนั้นแหละ
สัมมนาโต๊ะกลม นั่งคุยกันไม่ถึงสิบคน คนร่วมสัมมนาเพียงหยิบมือแบบนี้ ทุกคนดูออกหมดว่าใครเก่งใครไม่เก่ง ใครทำงานใครทำการบ้านมา ผู้สังเกตุการณ์แบบเรานึกดีใจว่า ตัวเองไม่ได้มาในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ไม่งั้นงานนี้ตายลูกเดียว เสร็จสัมมนา พาไปดูแนวป้องกันและการป้องกันของจริงในเขตพื้นที่ชายฝั่งริมทะเล ตลอดแนวฝั่งตะวันออกของประเทศ ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวในโลกก็ว่าได้ที่ถูกภัยจาก tsunami ถล่มมากครั้ง ตั้งแต่สมัยMeiji เพราะญี่ปุ่นเป็นเกาะที่มีจุดของการเกิดแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง เขาโชว์แผนที่จุดแผ่นดินไหวเห็นแล้วไม่อยากอยู่ประเทศนี้ แต่ทำอย่างไรได้ คนญี่ปุ่นตระหนักความจริงข้อนี้ตลอดมา สิ่งที่น่าประทับใจอย่างหนึ่งในชีวิตคือการได้เรียนรู้ ได้พบผู้คนที่ใช้ชีวิตแตกต่าง การปล่อยวางตัวอย่างแย่ๆที่ได้พบเห็น การซึมซับสิ่งดีๆจากคนดีๆ การเห็นตัวอย่างดีๆและนำมาใช้ นำมาทำตาม สิ่งหนึ่งที่พบคือเข้าใจชัดเจนเลยว่า การที่ตั้งใจทำอะไรไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาแต่เป็นเรื่องของความมุ่งมั่น เหมือนญี่ปุ่นมุ่งมั่นไปสู่ความสำเร็จในการพิชิตภัยธรรมชาติทุกรูปแบบ ยากแค่ไหนไม่เคยยอมแพ้ ถามเขาว่าเขามีท่าเรือทั้งหมดเท่าไรที่เป็นปากอ่าว เขาบอกพันกว่าแห่ง นี่ยังไม่ได้นับท่าเรือประมงอีก7000กว่าแห่ง โอ้ว!!! พันกว่าแห่งที่ต้องพยายามหาทางสร้างแนวกำแพงกั้นน้ำเพื่อลดภัยจากธรรมชาติ ทั้งยังกรรมวิธีที่มีรายละเอียดแตกต่างตามสภาพพื้นที่ ต้องใช้เงินมากมายขนาดไหนที่จะทำ ่Dr.Tomita ได้แต่ยักไหล่ และยิ้มอย่างถ่อมตัว ไม่เอ่ยเป็นจำนวนเงินมหาศาลออกมาให้ได้ยิน เพราะรู้ว่าบอกไปจะมีประโยชน์อะไร ประเทศไหนจะมีเงินสร้างได้อย่างที่ญี่ปุ่นสร้าง
จากรูปจะเห็นปากอ่าวที่มีแนว breakwaters ประตูกั้นน้ำยาวเว้นช่องกลางให้เรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่เข้าไปได้ models และรูปแบบการจำลองไม่ว่าการเกิด tsunami การตั้งสมมุติฐานจากสาเหตุความน่าจะเกิด การใช้GPS wave sensor system ล้วนแล้วเป็นความพยายามอย่างไม่ย้อท้อที่จะ้เข้าใจธรรมชาติ เตรียมความพร้อมจากการคาดการณ์ผลเสียจากหายนะ tsunami เพื่อเตรียมแผนรับมือไว้หลายแผนให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ธรรมเนียมของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่พบคือเมื่อมีงานเลี้ยงแขกที่ได้รับเกียรติให้มาในงานต้องกล่าวอะไรสักอย่างให้เจ้าภาพชื่นใจ เรียกว่าต้องชมแล้วชมอีกนั่นแหละงานเลี้ยงถึงจะอำลากันได้ เป็นครั้งแรกที่ไปงานเลี้ยงที่ทั้งงานมีแต่ผู้ชายมีผู้หญิงเดอไปอยู่ 2 คน แปลกๆดี คนญี่ปุ่นดื่มเบียร์เหมือนดื่มน้ำแต่เป็นธรรมเนียมที่เขาบอกอีกนั่นแหละที่ต้องให้เจ้าภาพคนญี่ปุ่นรินใส่เหยือกให้ ไม่ใช่เทเองยกดื่มเอง ฮัก ฮัก ฮัก ประเทศญี่ปุ่นผู้หญิงไม่ทำงานอย่างผู้ชาย แต่งงานแล้วต้องออกจากงาน ผู้ชายทำงานคนเดียว แม้ช่างเป็นประเทศที่ไม่น่ามาเกิดเลยสักเพศเดียว ไม่ทำงานเลยก็ไม่ดี ทำคนเดียวหาเลี้ยงคนเดียวก็ไม่ดี สังคมคนทำงานจึงเต็มไปด้วยผู้ชาย พฤติกรรมของมนุษย์แต่ละประเทศแปรเปลี่ยนไปตามความเชื่อ การเลี้ยงดูและการอบรม
อาทิตย์นี้เล่าเรื่องTsunami เรื่องหนักๆให้อ่านกันก่อน เรื่องดอกไม้ต้นไม้ในญี่ปุ่นช่วงฤดูร้อนไว้คอยอ่านต่อคราวหน้าแล้วกัน เพราะเส้นทางตามรอยTsunami เส้นนี้เป็นเส้นทางที่ยาวไกล เล่าได้อีกนาน โปรดจำว่าearthquake, sea roaring , and then tsunami รีบวิ่งนะจ๊ะ
.........................................
ถ้าเข้ามาชมบ้านดอกไม้แล้ว ลงนามใน สมุดเยี่ยม ติดต่อ ฝากความเห็น กลับมาบ้างนะคะ ต้องการอ่านบทความสัปดาห์ที่ผ่านมาโปรดคลิกที่นี่ |
|||||||||||||||||||||