"ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีที่อังกฤษ"

ใบไม้เริ่มเปลียนสี

ธรรมชาติของต้นไม้เมื่ออากาศเย็นกว่าอุณหภูมิปกติที่เคยเป็น ทำให้การปรุงอาหารลดน้อยลง สารสีเขียวที่เรียกว่า คลอโรฟิลบนใบไม้จะปรับเปลี่ยนสีเพื่อเริ่มพัก หยุดขบวนการปรุงอาหาร ทำให้ใบไม้ในฤดูหนาวเปลี่ยนสีไปเป็นแดงบ้างเหลืองบ้าง ก่อนทิ้งใบเหลือเพียงกิ่งแห้งๆเมื่อหิมะตก พร้อมจะเริ่มผลิใบอ่อนแตกใบใหม่อีกครั้งเมื่อลมหนาวผ่านพ้น

 

ไปอังกฤษคราวนี้ยังมีดอกไม้ให้เห็นแม้อากาศจะเริ่มเย็นเป็นต้นฤดูหนาวแต่ไม่หนาวจัด คนอังกฤษบอกว่าตอนนี้ฤดูกาลของอากาศดูชอบกลที่เคยเริ่มหนาวจัดช่วงธันวาคม ตอนนี้กลายเป็นกุมภาพันธ์ ไกลออกไปอีกแล้วจะหนาวไม่นาน อากาศสบายๆแบบเย็นๆธรมดาเริ่มนานขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่ดีกันแน่ ของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกใบกลม

 

ความรักของหนุ่มสาวสองคู่ที่ได้ไปพบไปร่วมงานในการไปอังกฤษคราวนี้คือการเตรียมแต่งงาน งานแรกคือหนุ่ม Peter Walker หนุ่มอังกฤษที่บอกว่าแกะเครื่องคอมพิวเตอร์มาประกอบใหม่ตั้งแต่อายุ12ขวบและชอบแอบเข้ามาเขียนเยี่ยมในสมุดเยี่ยมของบ้านดอกไม้เมื่อคราวเผลอประจำ เจ้าสาวของเขาคือ Helen ลูกสาวของคุณมาลินี ทองโสภิต งานแต่งจะมีในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า งานนี้ทั้งญาติฝ่ายหญิงและฝ่ายชายต่างเตรียมตัวเนิ่นนานเพื่อให้งานแต่งประทับใจ

 

ส่วนงานของความรักอีกงานคืองานฉลองหมั้นของ Cecilia และ Zul งานนี้สนุกตามประสาวัยหนุ่มสาวอนาคตไกล ไม่นึกว่าคุณหมออังกฤษรุ่นใหม่ แต่งตัวกันเต็มที่ แต่ละคนเหมือนนางแบบ ก้าวออกมาจากหน้าแฟชั่นหนังสือ Vogue ทั้งหุ่นผอมสูง ช่วงขาเรียวเล็ก แบบเสื้อ ร้องเท้า กระเป๋า ดูแล้วอิจฉาคนไข้ที่จะได้เจอหมอน่ารักๆแบบนี้มาดูแล บรรยากาศงานฉลองหมั้นที่คลอด้วยเสียงเพลง Love is all around ที่ร้องคลอโดยวงดนตรีในงาน ทำให้นึกว่าช่างสมเป็นงานฉลองความรักในบรรยากาศอังกฤษเสียจริง เพราะเพลงนี้ดังเปรี้ยงขึ้นมาจากวงดนตรีของอังกฤษ ชื่อวง Wet Wet Wet ที่ถูกขอร้องให้นำเพลง Love is all around ผลงานเดิมของวง The Troggs ตั้งแต่ปี 2510 นักร้องนำของวง เร็ค เพรสลี่ย์ แต่งเพลงนี้ใช้เวลาี้เพียง 10 นาที 27 ปี จากนั้น เพลงนี้กลับมาดังใหม่ เมื่อวง Wet Wet Wet ร้องและถูกนำไปเป็นเพลงประกอบหนัง Four Weddings and a Funeral และดังต่อเนื่องมาเรื่อยจนหนังรักอังกฤษอีกเรื่อง Love Actually นำมาประกอบอีก เขาบอกว่าซิงเกิ้ลเพลง Love is all around ไม่เคยตกต่ำกว่าอันดับที่15มาตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ น่าทึ่งไหมละ
แม้หนังรักของอังกฤษ Four Weddings and a Funeral และ Love Actually ก็เช่นกันที่ไม่เคยตกอันดับความนิยม คนบางคนดูซ้ำดูซากจนจำได้ขึ้นใจว่า ตัวละคอนในหนังเขาพูดอะไรกันบ้าง ภาพยนตร์ Love Actually คือตัวอย่างของความรักหลายรูปแบบที่ไม่มีกฏเกณฑ์ที่แน่นอนและตายตัว บ้างขำบ้างโศก เช่น เรื่องของสาวน้อยซาราห์ที่หลงรักเพื่อนร่วมงานรูปหล่อ ความรักของเธอเด่นชัดจนเจ้านาย Harry เรียกมาคุย
Harry: Tell me, exactly, how long it is that you've been working here?
Sarah: Two years, seven months, three days and, I suppose, what, two hours?
Harry: And how long have you been in love with Karl, our enigmatic chief designer?
Sarah: Ahm, two years, seven months, three days and, I suppose, an hour and thirty minutes.

แต่ผลที่สุดซาราห์ก็ไม่เลือกที่จะอยู่กับชายที่เธอหลงรักหัวปักหัวปำคนนี้แต่กลับเลือกใช้ชีวิตดูแลพี่ชายที่ช่วยตัวเองไม่ได้ของเธอ เป็นความรักในอีกรูปแบบหนึ่งของชีวิต
รือเรื่องราวความรักของนักเขียนหนุ่มอังกฤษเจมี่กับลูกจ้างชาวโปรตุเกสออเรเลีย ที่พูดกันไม่เคยรู้เรื่องแต่ภาษาที่สื่อผ่านทางใจและสายตาทำให้ความรักเกิดขึ้น
เจมี่ผู้ไม่เข้าใจภาษาโปรตุเกส พูดอังกฤษกับ ออเรเลียผู้ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ ในขณะที่ขับรถไปส่งออเรเลียกลับโปรตุเกส
Jamie: It's my favorite time of day, driving you.
Aurelia: [พูดในภาษาโปรตุเกส] It is the saddest part of my day, leaving you.
สาวใจอ่อนทั้งหลายน้ำตาร่วงเผาะๆเลยตอนนี้ หนังเขาเลยต้องจบให้คู่นี้ happy ending ไม่เช่นนั้นมันจะกระชากใจกันเกินไป


เสียงเพลง Love is all around ยังคงดังต่อไปและได้แต่หวังว่าความรักของหนุ่มสาวทั้งสองคู่ที่ได้ไปพบไปรับรู้ ในการเดินทางไปอังกฤษครั้งนี้จะเป็น
That's a happy ending,as endings go.

 

ที่ขาดไม่ได้ทุกครั้งที่ไปอังกฤษคือเวลาหนึ่งวันเต็มใน British Museum ที่เขาบอกว่าถ้าอยากท่องโลกไปแค่ British Museum คุณจะไปได้ทั้งโลก ที่พิเศษที่อยากเห็นอยากทำมากคือเข้าไปนั่งอ่านหนังสือเก่าๆที่ถูกสร้างเป็นโดมแก้วภายในตึกของ British Museum ที่เรียกว่า the Queen Elizabeth II Great Court เรียกง่ายๆว่าGreat Court ที่ถูกสร้างขึ้นทำนองPyramidทางเข้าพิพิธภัณฑ์LouvreในParis แต่ Great Court สร้างขึ้นในปี1990 เปิด ปี 2000

สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ออกแบบให้ครอบคลุมอาคารโบราณของพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดให้เชื่อมต่อเป็นอาคารหลังเดียวกันได้ ด้วยหลังคาแก้วที่ต่อเชื่อมเป็นโดม ที่หมดงบประมาณไป 100 ล้านปอนด์ คิดเป็นเงินไทยประมาณเกือบหมื่นล้านบาท ตึกทรงกลมบรรจุหนังสือของ British Libraryทั้งหมด หนังสือเก่าอายุนับพันปี หนังสือใหม่ถูกเก็บไว้ที่นี่ทั้งสิ้นและทุกเล่มเราสามารถเข้าไปเลือกหยิบมานั่งอ่าน แน่นอนอ่านไม่รู้เรื่องหรอกภาษาอังกฤษสมัยพันปีนะ แต่แค่ได้เห็นได้ลูบคลำ ก็คุ้มแล้ว ของอายุเท่านี้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านสงครามรบพุ่งมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย ทุกอย่างถูกทำลายแม้แต่ชีวิต เหลือรอดไว้ให้เราสืบย้อนได้จากหลักฐานตัวหนังสือเหล่านี้ทั้งสิ้น เพียงแค่ไปนั่งในเก้าอี้หนังสีเขียวที่ มีร่องรอยการนั่งที่หนังปริขาดเกือบทุกตัวใน Great Court มองไปรอบห้องที่ความสว่างมาจากกระจกแก้วเบื้องบน ชั้นหนังสือสามชั้นที่เดินวนทั้งปีก็ไม่สามารถอ่านรายชื่อหนังสือทั้งหมดได้ น่าดีใจแทนคนอังกฤษที่รัฐบาลกล้าลงทุนสร้างที่เก็บขุมปัญญาแห่งนี้ไว้ในที่สวยงาม เปิดโอกาสให้มนุษย์ทุกเชื้อชาติเข้าไปนั่งอ่าน นั่งสืบค้นข้อมูลอย่างเสรี ของฟรีของดีในโลกนี้มีไว้เพื่อแบ่งปัน

   

คนอังกฤษชอบทำสวนมาก สวนหน้าบ้านทำแล้วทำอีก เมื่อเจอเจ้าของบ้านทำสวนอยู่หน้าบ้าน แล้วชวนเขาคุยเรื่องสวน พวกเขามักจะถามซ้ำๆเหมือนกันว่า ทำสวนหรือเปล่า เมื่อบอกว่าใช่ เขาจะบอกว่า งานซ้ำซากนะ แล้วเราจะหัวเราะกันเหมือนเข้าใจ เพราะเมื่อตัดกิ่งไม้ใบไม้เก่าให้ใบไม้ใหม่ผลิขึ้นมางามใหม่ เดี๋ยวเดียว ใบใหม่ดอกใหม่ที่เกิดขึ้นก็โรยแห้งคาต้น ต้องเริ่มงานสวนแบบเดิมๆต่อไม่รู้จบ

แต่เราก็มีความสุขที่ต้องทำงานซ้ำซากแบบนี้เพราะรู้ว่าสิ่งที่เราทำให้เกิดขึ้นในโลกนี้คือ
ภาพที่สวยงาม ที่ไม่ทำร้ายใคร เป็นผลงานที่สร้างขึ้น มีผลของงานเฉกเช่น
That's a happy ending,as endings go.

.........................................

 

ถ้าเข้ามาชมบ้านดอกไม้แล้ว ลงนามใน สมุดเยี่ยม ติดต่อ ฝากความเห็น กลับมาบ้างนะคะ

ต้องการอ่านบทความสัปดาห์ที่ผ่านมาโปรดคลิกที่นี่