"บุปผชาติ ณ ชมพูทวีป"
พุทธศาสนาขานเรียกอินเดีย ว่าเป็นดินแดน "Jambudvipa"ชมพูทวีป หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าชมพูคือสีชมพูของกลีบบัวบูชา แต่ชมพูทวีปนั้นเป็น the land of rose apple tree เป็นแผ่นดินของต้นหว้า ลูกสีม่วงเข้มอมดำของต้นหว้าหล่นเกลื่อนพื้นแผ่นดินอินเดีย ทิ้งร่องรอยสีชมพูอมม่วงติดดิน ไม่เว้นแม้แต่น้ำในสระที่เกลื่อนสีชมพูของลูกหว้า
็ นักแสวงหา นักเดินทาง มีทางเลือกหลายเส้นทางให้เลือก ถ้าเลือกความโลภต้องไป...ฮ่องกง เลือกอยากหลง...ต้องไปอเมริกา เลือกอยากโมโหโกรธา ต้องไป...พม่า แต่ถ้าเลือกอยากมีปัญญา ต้องมา...อินเดีย งานนี้บริษัทการบินไทยจำกัด ได้จัดเส้นทางการบิน เส้นทางแห่งปัญญา กรุงเทพฯลงเครื่องที่เมืองคยา(Gaya) พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้และต่อเครื่องการบินไทยไปที่พาราณสี สถานที่แสดงปฐมเทศนา อันเป็นเส้นทางสายจาริกแสวงบุญในอินเดีย ทำให้เส้นทางตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้า ง่ายขึ้น ฤทธิ์แห่งการเดินทางตามเส้นทางสายนี้ มีมากกว่าเฮงเจีย ลิงกายสิทธิ์ และตือโป๊ยก่าย หมูคู่กายของพระถังซัมจั๋งที่เหาะเหิรเดินอากาศได้ ยังนำพระถังซัมจั๋ง เดินทางจากจีนมาอินเดีย ในสมัยศตวรรษที่11สมัยราชวงศถัง เพื่อตามรอยพระบาท ต้องใช้เวลาถึง 2 ปีครึ่ง แต่ด้วยบริการ Royal Orchid Holiday ของการบินไทย คนไทยไปถึงภายในเวลา2 ชั่วโมง
ก่อนการเดินทางการเดินทางไปกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน ณ ประเทศอินเดีย 5 วัน คุณตู่ นารีลักษณ์ วิมุกตานนท์ D5 ของการบินไทย ผู้บุกเบิกเส้นทางสายปัญญาสายนี้ ต้องประชุมชี้แจงทุกกลุ่มทุกคณะ ที่จะต้องเดินทางให้เตรียมทำตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่นำคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นสรณะอย่างเคร่งครัด คือการปล่อยวาง ทำใจและวางจิต เป็นอุเบกขา ละอัตตา ความมีตัวตน พยายามใช้ปัญญาอย่างไร้ข้อจำกัดและอย่าได้มีความเพียรอย่างจำใจเป็นอันขาด มิฉะนั้น ความสุขใจและผลบุญจากการเดินทางจะไม่กำเนิดแน่นอน เส้นทางสายนี้การบินไทยพึ่งเริ่มเปิดเมื่อวันที่30ตุลาคม ของปีนี้และจะเปิดถึง 24 มีนาคม 2550 เรียกว่าปีหนึ่งเปิดเส้นทางบินไปเพียง 6 เดือน เพราะถ้าเกินเดือนเมษายนเป็นต้นไป อากาศอินเดียจะร้อนจนไม่ต้องพึ่งเครื่องปิ้งขนมปังยามเช้า เพราะเพียงนำแผ่นขนมปังวางไว้บนศรีษะ ขนมปังแผ่นนั้นก็ไหม้เกรียมทาแยมทาเนยใส่ปากยามตื่นนอนได้ทันที
ทำไมการเดินทางทุกครั้งในการไปอินเดีย ต้องเตรียมความพร้อม อาจเพราะประชาชนกว่า1,000 ล้านคนของประเทศที่ไม่ธรรมดา ที่เนืองแน่นจน หนังสือ 100 มุมมอง ส่องอินเดียของพระวิเทศโพธิคุณ ถึงกับกล่าวว่า อินเดีย คือเมืองเดินทางต้องทำใจ คือเมืองวัวเป็นใหญ่นักเลงโต คือเมืองสุดโอ่วรรณะ คือเมืองมีพระปางแก้ผ้า คือเมืองคนเสพปรัชญา คือเมืองสนทนากลางถนน คือเมืองนักบวชพระฤาษี คือเมืองพระเพณีรายวัน คือเมืองคนธรรพ์ เทวฑูต คือเมืองชอบพูดเจรจา คือเมืองศาสนาสารพัด คือเมืองปฎิบัติตน ทรมานตน คือเมืองยกคนอรหันต์ฯลฯ แต่ทุกอย่างที่อินเดียตามที่กล่าวทั้งหมด เป็นกลับเป็นแรงดึงดูด ให้คนจากทั่วโลกไปเยือน เพื่อพบว่า ท่ามกลางความวุ่นวายสับสนกลับมีความสงบ มีหลักอหิงสา การอยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียนทำร้าย เป็นหลักการใช้ชีวิตร่วมกัน่ระหว่างคนกับคน ไม่เว้นแม้แต่คนกับสัตว์
ก่อนการเดินทางเคยได้ยินคำกล่าวเล่าขานความลำบากมากมายของการเดินทางในอินเดียของคนที่เคยมาคณะแล้วคณะเล่า ทำให้นึกขยาดแต่คำพูดของพี่ตู่ ที่บอกกล่าวเล่าขานว่า อย่างน้อยในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ ครั้งหนึ่งในชีวิตที่แสนเปราะบางและตั้งอยู่บนความไม่ประมาทนั้น ควรจะต้องได้เดินทางไปสถานที่ที่เป็นแหล่งกำเนิดของพระพุทธศาสนา ที่เรายึดเป็นสรณะในการดำรงชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นสมบัติของชาวพุทธ เป็นสมบัติของชาติ ทำให้สังคมเรามีวัฒนธรรม มีสันติสุข ชาวพุทธควรจะช่วยกันสืบต่อรักษาไว้ การจะรักษาได้เราต้องเข้าใจ ต้องรู้ว่าพุทธศาสนาที่เรานับถือนั้นเป็นของจริง เป็นเรื่องจริงไม่ว่าขั้นตอนไหนตามพุทธประวัติ ล้วนมีหลักฐานเป็นสังเวชนียสถานและบันทึกลงหลักเสาศิลาของพระเจ้าอโศกมหาราชทั้งสิ้น เพื่อให้เส้นทางสายนี้ลดความลำบากยากเย็นลง บริษัทการบินไทยฯ จึงเข้ามาดูแลขจัดขวากหนามความลำบากให้หมดไปให้มากที่สุด เรียกว่าได้เป็นทัพหน้าขจัดมาร ตั้งแต่เส้นทางการบิน ที่พักแม้บางคืนอาจต้องพักโรงแรมระดับสี่ดาวเล็กๆระดับดาวลูกไก่ แต่อย่างที่รู้ลูกไก่แม้จะเล็กกระจิดริดแสงริบหรี่แต่เป็นเล็กๆที่น่าเอ็นดู สะอาดสะอ้าน บางคืนได้พักโรงแรมระดับห้าดาวฤกษ์ เพื่อให้รู้ว่าอินเดียนั้นมีอะไรให้คุณได้มาพบแบบสุดๆขั้ว
การเดินทางเริ่มต้นที่ถ้ำี่ดงคสิริ สถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้เวลา6ปีครึ่งบำเพ็ญทุกรกิริยา ที่สุดพบว่าการทรมานตนเองไม่อาจช่วยให้ตรัสรู้ได้ บริเวณรอบทางเดินขึ้นถ้ำี่ดงคสิริ ิจะได้พบชีวิตอยู่อย่างผู้ขอ เกิดมาขอทานเขากินอย่างเดียว โชคดีมากที่ได้เกิดเป็นผู้ให้ ผู้ให้นั้นเบา ผู้รับนั้นหนัก แต่การให้ขอทานเป็นสิ่งที่ควรงดเว้น ไม่เช่นนั้น อาจไม่เหลือลมหายใจที่จะไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อื่นต่อไป เพราะจำนวนขอทานตัวดำจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนประหนึ่งมดดำที่คลาคล่ำอยู่บนพื้นดินเปื้อนฝุ่น จะหันมาไต่ มารุมฉุดมือฉุดเท้า ผู้ให้จนทรงกายไม่อยู่ กลิ้งตกเขาลงมาได้ ขอทานชาวอินเดียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี เพราะคนใจบุญชาวไทยที่ชอบให้ทานทั้งๆที่ชาติอื่นเขาไม่ให้กัน เด็กที่เกิดมาจากพ่อแม่เป็นขอทาน จะไม่มีความละอายในการขอเพราะเห็นว่าง่ายดี เป็นเรื่องปกติ เกิดมาก็เห็นพ่อแม่ พี่ป้าน้าอาทำแบบนี้ พระพุทธเจ้าตรัสกล่าวถึงบุคคลจำพวกหนึ่งคือ โมฆะบุรุษ ผู้มีชีวิตที่ไม่เป็นแก่นสาร หาสารัตถประโยชน์ไม่ได้ เปรียบคือ พวกขอทาน นั่นเอง เมื่อได้เห็นขอทานมืดฟ้ามัวดินบริเวณทางขึ้นลง ถ้ำี่ดงคสิริ แห่งนี้ ทำให้ต้องตั้งจิตว่า เกิดชาติใดภพใด ขอให้ได้เกิดมาเพื่อได้ทำสาระประโยชน์ให้เกิดขึ้นแต่ตนเองและคนอื่น อย่าได้เกิดมาเป็นผู้มีชีวิต ที่ไม่เป็นแก่นสาร หาสารัตถประโยชน์ไม่ได้เลย สาธุ....สาธุ...สาธุ...อนุโมทนามิ
ค่ำคืนแรกของวันไปถึงอินเดียได้ไปสวดมนต์และเจริญธรรม ใต้ร่มเงาของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นล่าสุด ที่หน่อได้ งอกมาจากต้นเดิมที่พระพุทธเจ้า ประทับ บำเพ็ญสมาธิตั้งจิตว่า หากไม่บรรลุธรรมอันสูงสุด จะไม่ขอลุกจากใต้ร่มโพธิ์นี้ กล่าวกันว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกถูกพระเจ้าอโศกโค่นลงเมื่อครั้งยังไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ต้นที่สองถูกมเหษีของพระเจ้าอโศกโค่นเพราะความริษยา ต้นที่สามถูกทำลายด้วยน้ำมือกษัตริย์ฮินดูแห่งแคว้นเบงกอล นามศศางกะ ต้นที่สี่เฉาตายไปเมื่อศตวรรษที่19 ต้นที่ได้ไปพบคือต้นที่ห้าที่เกิดมาจากหน่อต้นแรก โชคดีที่ต้นโพธิเป็นไม้ที่มีการสืบทอดสายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ จึงได้เห็นเชื้อสายของต้นพระศรีมหาโพธิ์ปรากฏให้ได้เห็น เรื่องราวการสืบทอดของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแล้วต้นเล่าที่ถูกทำลายและสามารถสืบต่อไม่หายไปจากต้นกำเนิดเดิม ทำให้นึกเปรียบการสืบทอดของศาสนาพุทธที่เกิดขึ้นณ บริเวณจุดนี้ว่า มีต้นไม้มากมายหลายประเภทที่ไม่สามารถสืบต่อแพร่ขยายให้ยืนยาวจากโบราณถึงปัจจุบันให้ได้เห็นนับหมื่นสายพันธุ์้ฉันท์ใด ศาสนาและความเชื่อของมนุษย์ที่เกิดและดับผ่านศตวรรษที่ยาวนานมีมามากมายพอๆกันฉันท์นั้น จากหน้าประวัติศาสตร์มีศาสนาที่ได้ตายไป เหลือเพียงชื่อในบันทึกโบราณของทั่วโลก นับได้ 12 ศาสนา ปัจจุบันศาสนาที่มีชีวิตมีเพียง 11ศาสนาคือ พุทธ เต๋า ขงจื๊อ ชินโต พราหมณ์-ฮินดู เชน-นิครนถ์ โซโรอัสเตอร์ ยูดาห์-ยิว คริสต์ และอิสลาม
เมื่อครั้งหนึ่งในชีวิตได้เดินทางมาถึงจุดกำเนิดต้นต่อแห่งปัญญาที่พระพุทธเจ้าทรงผ่านต่อปัญญาด้วยพระองค์เองยาวนาน45ปี เวลาล่วงมา25ศตวรรษ คำสอนของพระองค์ไม่ได้ล่วงลับดับไปด้วย คำสอน สืบทอดมาประหนึ่งหน่อของต้นโพธิ์ต้นแล้วต้นเล่า ให้เราได้เรียนรู้คำสอน เกิดปัญญาเป็นเครื่องนำไปสู่สิ่งที่มีคุณค่าของการมีชีวิต ของการใช้ชีวิตอย่างสันติสุข ด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเป็นสรณะ ความปิติที่เกิดขึ้น ที่พุทธศาสนิกชนทุกคนที่ได้รับประสบการณ์ใต้ร่มเงาของต้นพระศรีมหาโพธิ์ มิอาจพรรณาได้หมด ได้แต่มีจิตอธิษฐานที่ตั้งมั่นเพื่อจะได้กระทำกิจเล็กบ้างใหญ่บ้างเพื่อสืบต่อปัญญาและคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสมือนเป็นหนึ่งหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์แห่งนี้ที่ได้สืบต่อหน่อปรากฏธรรม ให้คนในรุ่นต่อไปๆได้รับปัญญาอันประเสริฐ เมื่อนึกถึงกิจการสืบต่อพระพุทธศาสนา พี่ตู่ บอกเมื่อเส้นทางการบินเส้นนี้เปิดครั้งแรก อุปสรรคและมารร้อยแปดเกิดขึ้น อย่างน่าหดหู่ใจ ถ้าไม่มีศรัทธาที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในครั้งแรกที่มาเพื่อจะทำให้พุทธศาสนิกชนได้มากราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถานให้มากและสะดวกขึ้นเพื่อสืบต่อพุทธศาสนาแล้ว คงไม่มีวันเกิดเส้นทางการบินเส้นทางสายนี้ได้เลย เมื่อเกิดขึ้นแล้วปรากฏมีคนรุ่นใหม่อย่างCo -pilot หนุ่มน้อยสองคน นโรตม์ จงตระกูล, จักรรัตน์ จงศิริ ที่ปลาบปลื้มใช้วันหยุด แลกตารางบินเพื่อนร่วมงาน เพียงได้ใช้เวลา 3 วันบ้าง 5 วันบ้าง ณ ใต้ร่มเงาของต้นพระศรีมหาโพธิ์ เจริญวัตรปฏิบัติ สืบสานปัญญาคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประหนึ่งการแตกหน่อใหม่ของต้นโพธิ์ ช่างเป็นเรื่องที่สมควรร่วม สาธุ....สาธุ...สาธุ...อนุโมทนามิ
การเดินทางตามร่องรอยการเทศนาธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีใครบ่นถึงความลำบากหรือปวดเมื่อย ตั้งแต่ต้องเดินขึ้นเขาคิชกูฎกว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อไปนมัสการพระคันธกูฎิ ไปวัดเวฬุวัน วัดแห่งแรกของโลกที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวาย ไปชมมหาวิทยาลัยนาลันทา ในอดีตพระถังซำจั๋งเคยมาศึกษาธรรมและเคยเป็นอธิการบดี เมื่อ1,500ปีที่ผ่านมามีพระภิกษุมาศึกษาธรรมกว่า10,000รูป ไปชมวัดไทยพุทธคยา แล้วไปต่อที่เมืองพาราณสีที่เปรียบเหมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งของพุทธศาสนาที่รอคอยชาวพุทธ ให้ไปเยี่ยมชม เมืองพาราณสีเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลกมีอายุมากว่า4,000 ปี ไปกราบนมัสการธรรมเมกขสถูปสถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา โปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถห่างไปจากพาราณสีประมาณ7กิโลเมตร ชมพระมูลคันธกุฎิของพระพุทธเจ้า เสาศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก ชมกลุ่มซากกุฎิกว่า100หลัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำสารนาถ ได้ไปล่องเรือในแม่น้ำคงคาที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย ชมพิธีบูชาพระอาทิตย์ การอาบน้ำล้างบาปของชาวฮินดู พิธีเผาศพริมน้ำคงคาที่กองไฟลุกโชนไม่ต่ำกว่า7กองในเช้าวันที่ไปล่องเรือ และจบลงด้วยการต้องไปนั่งเป็นลมในตลาดผ้าของเมืองพาราณสีที่มีอายุ4,000 ปี เป็นตลาดผ้าที่มีสีสรรแห่งชีวิตชีวา เต็มไปด้วยรูปรสกลิ่นเสียงอันยากจะลืมเลือน เป็นที่เดียวที่ไปคราวนี้ที่ไม่อาจกล่าว สาธุ....สาธุ...สาธุ...อนุโมทนามิ
เหมือนมวลบุปผชาตินานาพันธุ์ ที่ถูกนำมาประกอบการบูชา แม้การปฎิบัติบูชาจะแตกต่าง แม้จริตที่ชอบในธรรมบทจะไม่เหมือน แม้แรงจูงใจในการเดินทางจะผิดเพี้ยนแต่ผลสุดท้ายที่สุดของการเดินทาง ทุกคนที่ไปต่างได้พบแสงสว่างแห่งปัญญาและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(สนใจร่วมเดินทางไปเส้นทางสายนี้กับบริษัทการบินไทย โปรดติดต่อรายละเอียด กำหนดตารางบินได้ที่ 02232-8120/02232-8125/02232-8124/02232-8129) .........................................
ถ้าเข้ามาชมบ้านดอกไม้แล้ว ลงนามใน สมุดเยี่ยม ติดต่อ ฝากความเห็น กลับมาบ้างนะคะ ต้องการอ่านบทความสัปดาห์ที่ผ่านมาโปรดคลิกที่นี่ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||