ดอกไม้แบบEinstein "

ดอกผลที่ดีงามและสิ่งมหัศจรรย์ มักเกิดกับผู้ที่มีความตั้งใจและเพียรพยายามเสมอ Einstein บอกว่า การใช้ชีวิตมี 2 พวก พวกหนึ่งคือเชื่อว่าไม่เคยมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นในชีวิต พวกที่สอง เชื่อว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตคือสิ่งมหัศจรรย์

   

ช่อดอกไม้ช่อนี้คนจัด เขาเรียกว่า Bouquet Einstein มองดูคล้ายการวิ่งของอะตอมละมั๊ง ถึงได้ชื่อนี้ ส่วนรูปดอก Narcissus สีขาวกระเปาะเหลืองรูปถัดมามีชื่อว่าNarcissus 'Professor Einstein' คงทำนองเดียวกัน รูปทรงดอกมองคล้ายผมฟูของ Einstein เลยขอชื่อมาเป็นเกียรติมาตั้งเป็นชื่อดอกไม้ เมื่ออ่านเรื่องความเชื่อของ Einstein ที่คนอย่างเขา เชื่อว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตคือสิ่งมหัศจรรย์ ทำให้นึกถึงเรื่องราวของสิ่งมหัศจรรย์ของคนบางคนที่ได้พบในอาทิตย์นี้

   

เจี๊ยบ"อิสสะรี " เป็น Director ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สำนักงานที่เป็นแหล่งดึงดูดเสือสิงห์กระทิงแรดให้เข้ามาแทะกัดกินผลประโยชน์มหาศาล เราสองคนเคยใช้ชีวิตระหกระเหินมาด้วยกัน เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ แบกเป้ สะพายกล้องขึ้นเครื่องบินกันสองคนไปขึ้นรถไฟ ลงเรือเมล์ ต่อรถประจำทางไปทั่วเกาะเหนือเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ ค่ำไหนนอนนั่น ไปทั่วประเทศ แม้มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง เราก็ไปย่ำด้วยกันแบบนี้ สมัยวัยกระเตาะ อยากเห็นโลกกว้าง อย่างไม่เคยรู้สึกถึงความกลัว มาเมื่อต่างฝ่ายต่างทำงานมากขึ้น หนักขึ้น เวลาไม่เคยลงตัวพร้อมกัน การไปเที่ยวแบกไร้แผนแบบเด็กๆต้องจบไป และโดยปกติมักไม่ค่อยได้โทรคุยกันบ่อยนัก จะโทรหาต่อเมื่อต่างฝ่ายต่างเริ่มสำแดงอาการใกล้ตาย ถึงจะติดต่อกัน ทำนองว่า
"นี่ฉันแย่แล้ว เป็นอะไรไม่รู้" "อ้าวเธอไม่รู้ ฉันจะไปรู้ได้ไง ไม่ได้เป็นหมอเสียหน่อย ไปหาหมอหรือยังละ " "ยังเลย" "จะรอไปวัดเลยหรือหล่อน ถึงจะแน่ใจว่าเป็นอะไร" เสียงต่อร้อต่อเถียงแบบนี้ต่างฝ่ายต่างได้ยินกันเป็นประจำ จนถือเป็นเรื่องปกติ เจี๊ยบ มีนิสัยที่มหัศจรรย์ คือถ้าเธอ ช่วยไม่ได้ยามนั้น เธอจะตามคนที่เธอรู้จักมาช่วยแทน เมื่อฉันต้องเข้าโรงพยาบาลและต้องมีคนไปนอนเป็นเพื่อนหลังผ่าตัด เจี๊ยบ บอก "กลัวผีในโรงพยาบาล ไปนอนเป็นเพื่อนไม่ได้ เดี๋ยวตามเจ้าหนุ่ย มานอนแทนนะ " ฟังแล้วต้องรีบห้าม แถมเจริญพรต่อว่า" จะบ้าหรือ เจ้าหนุ่ยน้องเธอยศพันเอกแล้ว จะให้มานอนเฝ้าฉันได้ไง แล้วเป็นหนุ่มออกยังงั้น ที่สำคัญเผื่อฉันนอนโป๊ละ" เจี๊ยบ เลยไปวานรุ่นพี่ที่ทำงาน ชื่อ พี่เตี๊ยมานอนแทน พี่คนนี้ก็แสนดี เก่งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส มานอนเป็นเพื่อนหลายวัน เกรงพี่เขาจะเหงา เลยวานพี่เขานั่งแปลภาษาอังกฤษให้ด้วย พี่เขาก็ทำให้อย่างว่าง่าย นึกถึงทีไร ต้องโทรคุย โทรขอบคุณพี่เตี๊๋ี๋ยไม่มีวันจบ

เมื่อเจี๊ยบบอกว่าเตรียมหนังสือเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมและพระราชบัญญัติโทรคมนาคม ชุดพิเศษที่หายากให้อ่านยามว่าง เมื่อเห็นปริมาณหนังสือหนักรวมกว่า100กิโลกรัม ต้องบอกว่า จะฆ่าฉันหรือไงหล่อน อ่านจบเครียดตายเลย เจี๊ยบ เลยดุว่า นี่เธอแค่เห็นหนังสือบอกเครียด ฉันนี่ทำงานอยู่ตรงนี้ รับทุกเรื่อง นี่รอดปากเหยี่ยวปากกาไม่ยอมเซ็นต์อนุมัติเอื้อประโยชน์ใคร จนถูกขู่จะสั่งย้ายสั่งปลดทุกวัน เธอว่าฉันเครียดไหม

ใช่เลย ในสังคมการทำงานมีคนอยู่ 2 ประเภท ประเภทหนึ่งพยายามรักษากฎที่จะถูกคนประเภทที่ 2 มองว่าโง่ เพราะคนประเภทที่ 2 พยายามทำงานใต้โต๊ะเพื่อผลประโยชน์ในธุรกิจที่มีข้อแก้ตัวว่า ถ้าไม่ทำแบบนี้จะได้งานได้เงินหรือ ใครๆเขาก็ทำกัน ฟังแล้วเหมือนคนรับซื้อของโจร ทำไมไม่คิดว่าถ้าไม่มีธุรกิจรับซื้อของโจร โจรจะน้อยลงไหมเพราะไม่รู้จะไปขายใคร เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ถ้าเราอยากให้สังคมดีขึ้น เราคงจะต้องเริ่มต้นที่ตัวเอง ว่าไม่ควรคบหาหรือทำสังฆกรรมกับคนทำงานประเภทมีแนวคิดจะแหกกฎระเบียบของสังคมที่ทำงานอะไร ต้องมีใต้โต๊ะบนโต๊ะ เมื่อนั้นสังคมเราก็จะดีขึ้น การประมูลงานภาครัฐจะสะอาดและมีคุณภาพมากขึ้น

ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนยันว่า เพื่อผลประโยชน์ของรัฐ เธอยอมหักไม่ยอมงอ เธอสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้ตัวเธอเองและฉันที่เป็นเพื่อนของเธอ ได้ภาคภูมิใจในสิ่งที่เธอเป็น เงินจะมีประโยชน์อะไร ถ้ามีตราบาปติดมาด้วย เจี๊ยบ ชอบพูดเสมอว่า พ่อแม่ฉันไม่ได้เลี้ยงฉันมาโกง มาช่วยคนทำงานทุจริต หากินบนความไม่ถูกต้อง ไม่มีใครเจริญไปได้นานหรอก เชื่อเถอะ

และทุกครั้งจะจบลงตรงที่ต่างคนต่างพร่ำพรรณาว่า

"ฉันเป็นอะไรไม่รู้ หายใจไม่ค่อยออก เหมือนหายใจไม่เต็มปอด"

"ฉันก็เหมือนกัน เป็นอะไรไม่รู้ เจ็บไปหมดทั้งตัว เหลือเพียงผมบนหนังหัวเท่านั้นเองที่ไม่เจ็บ "

สรุปแล้วเราสองคน คงรอให้ไปถึงวัดก่อน ถึงจะแน่ใจว่าเป็นอะไร ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตคือสิ่งมหัศจรรย์เสมอ

 

หลังจากเวลาผ่านมาเนิ่นนาน อาทิตย์นี้ได้ไปทานข้าวกับพี่เลื่องบุญ ที่ A Garden สุขุมวิท 51 ได้สักที แน่นอนรายการอาหารสุดโปรดที่ต้องสั่งไม่พ้น Hot Cake ที่แม้ทานของคาวจนอิ่มแป้รขนาดไหน ต้องจบท้ายด้วย Hot Cake เสมอ ช่วงนี้พี่เลื่องบุญ ต้องทำงานหนักเพราะต้องแบ่งภาคไปเฝ้า ดร.เกชา ลาวัลยะวัฒน์ สามีที่นอนนิ่งเงียบหน้าใสในโรงพยาบาลพร้อมมิตร สลับกับไปเลี้ยงหลานชายสุดหล่อน้องนนท์ ที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่วิ่งแข่งกันทำงาน

เมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีกว่าเกือบสามสิบปี วันไปทำงานวันแรกได้เจอพี่เลื่องบุญ ก่อนเพื่อนร่วมงานคนอื่น ตั้งแต่นั้นมาชีวิตการทำงานชีวิตครอบครัว ระหว่าง เราสองคนคละเคล้าปนเปสนุกสนานไปตามวันและเวลาที่ผ่าน มาถึงวันนี้เมื่อเราสองคนออกจากชีวิตการทำงานที่รับเงินเดือนประจำแล้ว ทำไมยังรู้สึกว่าพี่เลื่องบุญยังทำงานโดยไม่ได้เงินเดือนได้ทุกวัน เป็นงานของชีวิต ชีวิตจริงที่สรรพสิ่งมีการเปลี่ยนแปรตลอดเวลา เมื่อมีปัญหาในการทำงานชีวิตครั้งนี้ พี่เลื่องบุญไม่ตีโพยตีพาย เพราะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในการทำงาน สมเป็นดอกไม้แบบของ Einsteinได้แต่ใช้สมองที่เต็มไปด้วยผมหงอกและเริ่มมีอาการความจำเสื่อมเข้าครอบครอง หาทางคลำทาง หาทางออกของปัญหา อย่างดีที่สุด เพราะเชื่อว่า

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตคือสิ่งมหัศจรรย์เสมอ

.........................................

 

ถ้าเข้างมาชมบ้านดอกไม้แล้ว ลงนามใน สมุดเยี่ยม ติดต่อ ฝากความเห็น กลับมาบ้างนะคะ

ต้องการอ่านบทความสัปดาห์ที่ผ่านมาโปรดคลิกที่นี่