ความแตกต่างที่กลมกลืน

 

หลายคนไม่กล้าใช้สีสด แต่ที่ Singapore สีสดใสของดอกไม้บูชาพระหน้าวัดจีนไปจนถึงดอกไม้ประดับในโรงแรมห้าดาว ต่างให้สีสดเป็นสีนำ เหมือนชีวิตผสมผสานสุดขั้วของชาวสิงคโปร์ที่มี Many races but one Nation.

 

ความแตกต่างของชนชาติทำให้ต้องมีภาษาราชการถึง4ภาษา English ,Tamil,Chinese,Malay คนสิงคโปร์เป็นชาติที่เกิดใหม่ รวมคนหลายชนชาติที่แตกต่างตั้งแต่อาหรับ จีน อินเดีย มาเลย์และยุโรป ทุกชนชาติต่างมีเอกลักษณ์เด่นของตัวเอง แต่กลับมารวมกันอยู่ภายในเกาะเล็กๆเกาะเดียว ความแตกต่างที่กลมกลืนกันได้อย่างน่าทึ่ง

 

รายการสัมมนาที่ World Bank จัด ในหัวข้อ Asia Pacific Regional Conference on Electronic Safety and Soundness for Financial Services.ที่ Singapore ระหว่างวันที่ 17-18 May ทำให้ ติ่ง อ้า และฉัน ได้มาใช้เวลาที่ประเทศนี้ 4 วัน ติ่งนั้นทำงานอยู่กลต.จึงไม่น่าแปลกใจที่รายการสัมมนารายการนี้จะมีทั้งคนกลต.และคนแบงค์ชาติมาเข้าร่วมรายการกันหลายคน แต่คนกลต.เลือกที่นั่งฟังสัมมนาโต๊ะหน้าสุดของห้องประชุม อาจเป็นเพราะติ่งรับเชิญขึ้นไปร่วมเป็นวิทยากร ผู้บรรยายเกี่ยวกับ Framework ของกลต.ต่อระบบการเงินของประเทศ ส่วนคนแบ๊งค์ชาติกลับยึดโต๊ะหลังสุดติดฝาห้อง อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว รายการนี้จัดโต๊ะประชุมสัมมนาประหลาดเหลือหลาย คือจัดให้ทุกคนนั้งโต๊ะแบบรับประทานอาหาร โต๊ะกลม คนที่ต้องนั่งหันหลังให้เวที เอวเคล็ดกันเป็นแถวแน่นอนเพราะต้องนั่งเอี้ยวตัวฟังสัมมนาตลอด สองวัน

ธุรกิจการเงินที่ผ่านระบบ Electronic นับวันจะแตกแขนงไปเรื่อยๆ ความเสี่ยงที่เกิดจากตัวระบบ หรือการ Outsourcing เป็นเรื่องที่พอทำไปแล้ว ถึงได้รู้ว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ มาตรการป้องกันปราบปรามจึงต้องตามมา กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากธุรกิจการเงินในฮ่องกงและประเทศสิงคโปร์ ที่เป็นประเทศที่อยู่ได้ด้วยธุรกิจการเงิน เป็นเพียงตัวอย่างที่ประเทศไทยของเราไม่คุ้นเคยเพราะตลาดเงินเรายังเล็กนักเมื่อเทียบปริมาณกัน แต่ในไม่ช้าปัญหาการละเมิดและฉ้อโกงผ่านระบบ Electronic คงเกิดขึ้นแน่นอน ได้แต่หวังว่าการสัมมนาคราวนี้เจ้าหน้าที่กฏหมายจากแบงค์ชาติและกลต.ที่ไปร่วมสัมมนาคงจะกลับมาเตรียมตั้งรับ สำหรับคดีเหล่านี้ที่จะต้องเกิดขึ้น มาตรการหรือการเตรียมเสนอกฏหมายใหม่น่าจะเป็นงานที่ต้องตามมา แต่นึกหวั่นว่าระบบเมืองไทยเป็นระบบที่แปลก เพราะไม่นิยมเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ ชอบทำงานหลังเกิดเหตุมากกว่า

ค่ำคืนในSingaporeไม่เคยหลับ ร้านอาหาร ศูนย์การค้า รอคอยผู้มาเยือน เหมือนจะพยายามหายใจต่ออายุตัวเอง

ช่วยให้เศรษฐกิจที่ซบเซามาสี่ห้าปี เริ่มฟื้นขึ้นมาบ้าง

 

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีแผนในการทำอะไรแล้วทำจริงจังอย่างน่ากลัว การทำอะไรทุกอย่างจริงจังต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโฆษณาประเทศ สิงคโปร์เรียกตัวเองเป็น Garden City เกาะเล็กๆเท่าภูเก็ตของไทย แต่มีสวนสาธารณะได้ถึงสี่ร้อยกว่าสวน Botanic Garden เปิดถึงเที่ยงคืน รัฐบาลสิงคโปร์พยายามที่จะทำให้ Botanic Garden เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้ที่ดีที่สุดให้ได้ ตอนนี้ สวนปาล์ม สวนขิงและสวนกล้วยไม้ คือที่รวบรวมพันธุ์ไม้ครบและมากที่สุด การจัดทางเดินในสวนมีลู่วิ่ง ให้คนมาออกกำลังกายในสภาพสวนป่าธรรมชาติ ทำให้สวนแห่งนี้มีผู้มาเยือนตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงคืน

 

 

แม้จะมีพื้นที่สีเขียวมากมาย แต่สถาปัตยกรรม การสร้างตึกใหม่ๆรูปทรงแปลกตา ตั้งแต่และยังรักษาสภาพตึกเก่าดั้งเดิมไว้ได้ ตอนนี้หันมาเน้น Art และ Museum ประเทศที่ประวัติศาสตร์ไม่ยาวนานสามารถมี Museum ได้ทุกรูปแบบ

 

 

ถ้าจะดูศิลป ต้องไป Asian Civilisations Museum ช่วงที่ไปมีนิทรรศการ SARI TO SARONG วิวัฒนาการทอผ้าตั้งแต่แรกเริ่มเป็นมาอย่างไร ดูได้ครบ แต่ถ้าจะดูศิลปสมัยใหม่ต้องไป Singapore Art Museum ที่ใช้ตึกเก่าแสดงศิลปสมัยใหม่ แต่ถ้าจะดูอะไรใหม่ๆต้องดู Science Museum เห็นเด็กสิงคโปร์เดินเข้าดู Science Museum กันแน่น ทำให้นึกถึงอนาคตเด็กไทยที่เฝ้าดูแต่หนังและขอเพลงDJตามวิทยุ เมื่อไรเราก็เดินไม่มีวันทันสิงคโปร์

 

 

รูปปั้นมีทุกถนน ทุกรูป ล้วนอิงประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ ในยุคเริ่มแรก

ทุกครั้งที่ไปสิงคโปร์จะต้องได้พบ Frankie Tan Chuew Keo นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ความสัมพันธ์ยาวนานเกือบสามสิบปี ไม่ว่าจะไปเองหรือส่งคนรู้จักไป Frankie ยินดีต้อนรับเสมอ มารับมาส่งที่สนามบิน พาไปทานข้าวเกือบทุกมื้อ จะไปดูโชว์อะไร พาไปให้ได้หมด ตั้งแต่ Danceing Fountain ไปจนถึง Night Safari ความน่ารักของ Frankie ทำให้ ติ่ง บ่นออกมาดังว่าน่าไปอยู่เมืองไทย ติ่งจะได้เปลี่ยนใจ ทำเอาอ้าพูดไม่ออกและถ้าเป็นผู้หญิงจะกระโดดกอดสักที อาจกลัวว่าติ่งจะกระโดดกอดจริงๆ วันกลับจากสิงคโปร์ อ้าเลยรีบกระโดดกอดลาแทน

 

อาหารสิงคโปร์นั้น บางอย่างอร่อยกว่าเมืองไทย อย่างข้าวมันไก่ ถ้าคนสิงคโปร์มาทานข้าวมันไก่เมืองไทย ต้องร้องไห้กลับบ้านเสียดายพื้นที่ในกระเพาะแน่นอน แต่เมืองไทยเรามีอาหารที่คนสิงคโปร์ชอบมาทานคือ อาหารทะเล อย่าว่าแต่คนสิงคโปร์เลย คนไทยเองก็ชอบอาหารทะเลโดยเฉพาะกุ้งเผา

 

กลับจากสิงคโปร์ ตามมาด้วยรายการปาร์ตี้กุ้งเผา ในวันเสาร์ งานนี้เกิดเพราะน้องตาลบอกเล่ามาในที่ทำงานมาสองอาทิตย์แล้วว่าไปทานกุ้งเผาที่บ้านพี่คนหนึ่งมา อร๊อย อร่อย พูดทุกวันจนสาวของสำนักงานอดรนทนไม่ไหว ต้องหาทางทานกุ้งเผาแสนอร่อยให้ได้ น้องเอ๋"ศันสนีย์ กรรณสูต"แม้พึ่งหลุดออกจากแบงค์ชาติ ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาข้างนอกเงินเดือนแสนสองแสนเท่านั้นเอง ใจป้ำให้คุณแม่เปิดบ้านเป็นสถานที่พลีชีพกุ้ง ทั้งยังให้คุณแม่ออกค่ากุ้งให้พวกน้องหนูผู้หิวโหยทั้งหลายได้ลิ้มรสกุ้งตัวเท่าแขน น้องนางและน้องตาลลงทุนเปรียบเทียบแขนตัวเองกับกุ้งให้เห็นแต่ละคนกินกุ้ง กินหัวกุ้งเสียจนกลัวว่า กลางคืนวิญญาณกุ้งคงมาทวงว่า เอาหัวฉันคืน เอาหัวฉันคืนหรือมาทำงานสมองทุกคน คงเต็มไปด้วยสมองกุ้ง ทำงานอะไรไม่ได้เป็นอาทิตย์ จนกว่าสมองกุ้งจะละลายออกไปจนหมด

 

เวลามีงานเลี้ยงเหยื่อหลังอาหารมักจะเป็นเด็กที่ถูกกลั่นแกล้ง งานนี้หนูOakleyและน้องปิ่นคือเหยื่อที่น่าสงสาร Oakleyนั้นถูกโยนอุ้มไปมา แถมถูกต่อว่า ว่าเคี้ยวอาหารช้าเพราะหนักแก้ม ยกไม่ขึ้น แล้วทุกคนก็เอาแก้มไปเทียบกับOakley ตั้งแต่น้องนาง ที่บ่นว่าหัวเราะไม่ไหวรายการนี้เพราะพุงจะระเบิด ส่วนน้องตาลไม่กล้าอุ้มน้องOakleyกลัวคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแม่ลูกตัวจริง ส่วนOakleyที่ไม่รู้ประสาแต่ท่าทางฉลาดกว่าพี่ๆ บางครั้งทำท่าเบื่อหน่ายแถมถอนใจในพฤติกรรมคุ้มดีคุ้มร้ายของผู้ใหญ่ที่รายล้อมอยู่รอบตัว สำหรับน้องปิ่นนั้นมาทีหลังแต่ถูกใช้ให้เหยียบให้นวดหลังอาหารโดยมี ผู้ใช้แรงงานเด็กแบบไร้เมตตาอยู่หลายคน กว่าทุกคนจะได้กลับบ้าน น้องเอ๋และคุณแม่ คงน้ำหนักลดลงอีกหลายกิโล เพราะเตรียมการสำหรับรายการนี้ตั้งแต่เช้าจนเย็น ทุกคนไม่รู้ว่าจะขอบคุณวิธีไหนดีถึงจะซาบซึ้งใจเจ้าภาพ สรุปได้วิธีเดียว พยายามรับประทานของทุกอย่างให้หมดในเวลาอันรวดเร็วเพื่อเจ้าภาพจะได้ไม่เป็นภาระกับของที่เหลือ น้องนางจัดการข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียนไป 5 ถ้วย ไอศรีมหนึ่งช้อนแต่วิปครีมล้นถ้วย น้องโบว์และน้องเอ๋ทานกุ้ง อย่างเงียบๆ ไม่ยอมเงยหน้าคุย จนกุ้งปิ้งไม่ทัน ตามมาด้วยน้องตาลที่ตอนจบรายการท่าทางมึนงง สมองไม่ทำงานไปชั่วขณะ เพราะทั้งมันกุ้งและวิปครีมเข้าไปอัดในกระแสเลือดแทนอ๊อกซิเจน จนน่าหนักใจว่าเดือนหน้าหนูจะออกจากแบงค์ชาติ ไปทำงานที่ปรึกษาต่างประเทศ งานแรกอาจต้องบินไปไต้หวันและจีน เครื่องบินจะ บินขึ้นหรือเปล่ายังไม่รู้เลยนะนี่

 

ที่จริงงานปาร์ตี้นี้น่าจะเป็นงานเลี้ยงลาสำหรับน้องๆทุกคน ที่จะต้องต่างแยกย้ายไปทำงานที่อื่นหรือได้ทุนไปเรียนต่อ น้องโบว์ไปอังกฤษ หนึ่งปี น้องนางไปญี่ปุ่นหนึ่งปีเหมือนกัน อีกหน่อยคงเหลือไม่กี่คนในสำนักงานเล็กๆแห่งนี้

 

จบรายการอาทิตย์นี้ด้วยเรื่องอาหารอีกแล้ว เป็นรายการอาหารเย็นที่แปลกๆ ทำไมไม่แปลก เมื่อน้องกุ้งบอกคุณพ่อกับคุณแม่ว่าออกไปทานข้าวเย็นกัน ตอนแรกเลือกหลายร้านแล้วไปจบลงได้ที่MK สั่งอาหารชุดสุขภาพเพราะไขมันต่ำ ย่อยง่าย จนอิ่มกันทุกคน แล้วย้ายต่อของหวานที่ Swensen รายการไอศรีมเข้มข้นด้วยไขมันมหาศาล อย่างนี้จะเรียกว่าความแตกต่างที่กลมกลืนได้หรือเปล่า กลมกลืนลงกระเพาะยังไงละคะ

--------------------------------------------------------------

ถ้าเข้ามาชมบ้านดอกไม้แล้ว ลงนามใน สมุดเยี่ยม ติดต่อ ฝากความเห็น กลับมาบ้างนะคะ

 
Home | Email | ©2004 ThaiThink.com บ้านม้

 

คุณอ่านหน้านี้เป็นคนที่ 682 นับตั้งแต่ 16 Jun 2004