บ้านทอแสง

หนึ่งปีในเบลเยี่ยม

Peace Through Understanding

ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจเลือกที่จะไปใช้ชีวิตในต่างแดนเป็นเวลา 1 ปี เพราะอยากจะพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ เรียนรู้วัฒนธรรมของชาติอื่น เอเอฟเอสได้หยิบยื่นสิ่งที่ข้าพเจ้ารอคอย แต่การไปต่างแดน เราต้องมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมใหม่ ๆ ข้าพเจ้าเห็นว่าการเรียนรู้ภาษาอื่นนั้นก็เหมือนกับการรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เมื่อเราพยายามที่จะเข้าใจเขา เขาก็จะเข้าใจเราเอง

ครอบครัวอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามีพ่อ แม่ และน้องสาว 3 คน ซึ่งน้องสาวคนเล็ก 2 คน ไม่รู้ภาษาอังกฤษ สื่อในการสื่อสารเพียงอย่างเดียวก็คือการยิ้ม พวกเราพยายามเป็นอย่างมากที่จะสื่อสารกัน ข้าพเจ้าเรียนรู้คำศัพท์จากกระดาษกาวที่แปะไว้รอบ ๆ บ้าน บางครั้งเมื่อนึกสนุก ข้าพเจ้าก็สอนคำศัพท์ภาษาไทยให้พวกเขา พวกเราจึงได้รู้ว่าภาษาของแต่ละฝ่ายออกเสียงตลกเพียงไร แต่บางครั้งการเรียนรู้ภาษาใหม่ มันช่างน่าเหนื่อยหน่าย จนข้าพเจ้าเกิดคำถามภายในใจว่า “นี่เรามาทำอย่างนี้เพื่ออะไร” แต่บนโลกใบนี้ มีนักเรียนเอเอฟเอสอีกเป็นพัน ๆ คนที่ต้องประสบกับปัญหาการสื่อสารเช่นนี้ และก็มีนักเรียนเอเอฟเอสอีกเป็นพัน ๆ คน เช่นกัน ที่สุดท้าย พวกเขาพูดภาษาต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วหลังจากเวลาผ่านไป 1 ปี ข้าพเจ้ารู้สึกว่าต้องเอาชนะความไม่เข้าใจ และความอึดอัดเหล่านั้นให้ได้ ครอบครัวอุปถัมภ์ครอบครัวนี้ รวมถึงญาติ ๆ และเพื่อน ๆ เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ 1 ปีนั้น เป็น 1 ปีที่มีค่าที่สุด เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้ข้าพเจ้าอยากจะเข้าใจพวกเขา เพื่อที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของเหล่าผู้คนที่น่ารักนั้น

การที่คนเราต่างเชื้อชาติ ศาสนา ต่างภูมิประเทศ อากาศ ก็ทำให้เรามีความคิด ลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน แต่ความแตกต่างเหล่านี้ เมื่อเราได้เรียนรู้ และนำมาแบ่งปันกัน มันก็ทำให้เราสามารถมองโลกได้กว้างขึ้น ความสงสัยต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้ามีเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนยุโรป สุดท้ายข้าพเจ้าก็ต้องหันมาถามตัวเอง หันมามองประเทศไทยในแง่มุมที่แตกต่างออกไป เมื่อได้มายืนอยู่ ณ อีกมุมหนึ่งของโลก

หนึ่งปีที่ห่างไกลบ้านเกิด ทำให้ข้าพเจ้าออกมาสู่โลกภายนอกอย่างเต็มตัว มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล ข้าพเจ้าและครอบครัวอุปถัมภ์ได้เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ผ่านการพูดคุยและการแสดงออก ข้าพเจ้าได้อธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่า คนไทยเรามีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ จึงไม่เอาเท้าไว้เหนือศีรษะของผู้ใหญ่ พวกเราเป็นชาวพุทธ จึง (พยายาม) ไม่ฆ่าสัตว์ ส่วนการที่ฤดูกาลของเบลเยี่ยมเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ ทำให้พวกเขาต้องกระตือรือร้น รู้จักวางแผน การมีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกัน คนทำงานก็มีครอบครัว ทำให้ร้านค้าต้องปิดทุกวันอาทิตย์และวันหยุด และยังมีอีกหลาย ๆ มุม ที่ข้าพเจ้าไม่มีวันรู้เพียงแค่การมองผ่านจอโทรทัศน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ข้าพเจ้าได้รับกลับมาก็คือความรักที่มีต่อผู้อื่นซึ่งมิได้เกี่ยวดองกันด้วยสายเลือด และความอุ่นใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ความสุขตามความคิดของข้าพเจ้าตอนนี้ก็คือความพอใจต่อสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เมื่อข้าพเจ้าได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ข้าพเจ้าก็ได้พบกับความสุขที่แท้จริง

น.ส. ทอแสง ช่วงโชติ

YPNH03-04 ประเทศเบลเยี่ยม BFL รุ่น 42

10 พฤษภาคม 2005 10:30

มองจากบนบ้านไปที่ประตูตอนเที่ยงวันปีใหม่ 2004

ตัดสินใจ

ตัดสินใจ + คำถามของชีวิต

"เราจะไปสอบ AFS"

"เราติด AFS เราจะไปรายงานตัว.

"เราไปแน่ ๆ ทยอยจ่ายเงิน"

"เราต้องเตรียมตัว"

"เรามาถึงสนามบิน ออกเดินทาง"

"เราต่อสู้กับประสบการณ์ชีวิต ได้รู้จัก ได้เรียนรู้"

"เรากลับมาได้ หลังเวลาผ่านไป 1 ปี"

"เราได้นำประสบการณ์มาใช้"

การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต  ถ้าไม่ไปคราวนี้ปีหน้าก็แก่เกินไปแล้ว...    เมื่อได้ทำการตัดสินใจไป  หลายคนที่ถอยกลับเพราะใจไม่แน่  หลายคนที่ถอยกลับเพราะจำเป็น  แต่เราตัดสินใจแล้วไม่มีคำว่าลังเล  เดินหน้าลูกเดียวเท่านั้น  ไม่เคยรู้หรอกว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร  เห็นภาพลาง ๆ ก็จากจินตนาการอันต่ำต้อย ไร้ข้อเท็จจริง  เราเดินทางจากบ้านเกิด เราหันหลังให้พ่อ-แม่ ครอบครัว  เราทิ้งเพื่อนมา  เพื่อหลีกหนีความเบื่อหน่าย ความซ้ำซากของชีวิต เพื่อมองหาสิ่งใหม่ ๆ

เมื่อมาถึงต้องปรับตัว  ตัดสินใจด้วยตัวเองทุกวินาที  เลือกทางเดินของตัวเอง ได้รับรสชาติของคำว่า "โดดเดี่ยว" รู้ซึ้งถึงความแตกต่าง  ที่สำคัญที่สุด คือได้รู้ถึงรากเหง้าของตัวเอง ยิ่งได้มองคนอื่นมากเท่าไร ยิ่งเห็น ตัวเองชัดเท่านั้น  ในหัวอารมณ์ขึ้นลงตลอดเวลา  เดี๋ยวสุข สนุก รื่นเริง เดี๋ยวทุกข์ เหงา เศร็า เหมือนคนบ้า กราฟเป็นแบบนี้ VVVVVVVVVVV

แต่เมื่อผ่านไปได้ เราก็รู้ถึงความเป็ฯจริงมากขึ้นกว่าเดิม  มากขึ้นจริง ๆรู้สึกที่จะพอใจในที่สุด คงไม่มีสุขไหนมากกว่านี้อีกแล้ว

มนุษย์เราเกิดมาต้องเลือก ต้องตัดสินใจ จากนั้นก็ต้องต่อสู้ เมื่อทำสำเร็จ ไม่ใช่ว่าได้เงินรางวัลอะไรหรอก เพราะสักพัก กระบวนการแห่งชีวิต มันก็เริ่มใหม่อีกครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำไปทำไม ดูเหมือนไม่มีใครรู้   การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของชาติอื่น ทำไปเืพื่อใคร ได้อะไรก็หาที่จะรู้ได้ไม่  แต่นี่แหละ ชีวิตก็คือการหาคำตอบของการมีชีวิตอยู่ หาแล้ว จะเป็นอย่างไร ก็สุดที่จะรู้อีกนั่นแล

ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน?

ไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้ที่เมืองไทยคงไม่มีใครสนใจคำถามนี้

1 กุมภาพันธ์ 2004 22:20

นักเรียนแลกเปลี่ยน

AFS Student

เสียเวลา

มีคนบอกว่ามาเป็นเด็กแลกเปลี่ยนระยะเวลา 1 ปี ทำให้เสียเวลาการเรียนไป ถ้าพูดตามหลักก็คงจริง เพราะความรู้ที่สอนในช่วงมัธยมปลาย เป็นส่วนสำคัญที่ต้องใช้ ในการสอบเอ็นทรานซ์ แต่ลองเทียบกับสิ่งที่ได้มาล่ะ เราได้เปิดโลกของตัวเองให้กว้างขึ้น ด้วยอายุยังไม่ถึง 18 ปี ได้พบเจอกับผู้คนหน้าต่าง วิถีชีวิตต่าง นิสัยต่าง โดยไม่ต้องรอถึงตอนไปทำงานต่างประเทศ แถมยังได้ไปเข้าเรียนที่ ร.ร. มัธยมปลายของต่างชาติอีก! เฉกเช่น คณะอาจารย์ไปอบรมการเรียนการสอนตอนเป็นอาจารย์กระนั้น ถ้าเก็บรวบรวมข้อมูลมาดี ๆ ก็นำมาประยุกต์ใช้กับ ร.ร. ไทยได้โข ใช้ประโยชน์จากวงในอย่างนักเรียนแลกเปลี่ยนได้เลย

เวลา 1 ปีนี้ช่วยเปิดโลกทัศน์อย่างใหญ่หลวง เหมือนกบวัยรุ่นออกจากกะลา อะไรที่เคยคิดก็เปลี่ยนไป วัยรุ่นอย่างเราชอบมองชาติตะวันตกเป็นเมืองในฝัน เทคโนโลยีต้องดีอย่างนู้นอย่างนี้ มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแล้วก็จะรู้ซึ้งถึงสัจธรรมแห่งความจริง ไม่เชื่อก็ควรจะเชื่อว่าประเทศไทยของเรา มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ดีพอสมควร เช่น ระบบรถเมล์เป็นต้น!

 

ของเมืองไทยนั้น ได้ชื่อว่าล่มไปนานแล้ว ไม่มีกำหนดเวลา จะมาเมื่อไรก็โผล่ ไม่มาก็รอไป แต่ที่เบลเยี่ยมไม่เป็นเช่นนั้น เขากำหนดเวลาไว้เป๊ะ ๆ มีตารางแน่นอน สามารถดึงออกมาได้จากอินเตอร์เน็ท แต่ดันไม่ตรงเวลาอย่างที่คิด ถ้ามาก่อนก็ไปเลย บางครั้งไม่มา โผล่อีกทีก็อีกคันหนึ่งเลย คนแก่ขึ้นไปไม่มีใครลุกให้นั่ง ด้วยยึดถือคติชีวิตใครชีวิตมัน บอกว่าไม่จอดรับส่งผู้โดยสารนอกป้าย ก็ทำจริง คนวิ่งมาแทบตายแต่ไม่ทันรถ ก็ไม่สนใจเพราะเลยป้ายมาแล้ว

บางทีที่คนไทยไม่ค่อยมีระบบกัน เพราะต่างรักษาน้ำใจคนอื่นรึเปล่า? อาจจะไม่ตรงทั้งหมด แต่ก็ยังน่าคิด

ถ้าให้เลือกเสียเวลา 1 ปี โดยไม่ต้องไปเรียน มากับ AFS (หรือโครงการอื่น) ก็เรียกได้ว่าคุ้มที่สุดแล้ว เพราะถ้าไม่มาหรือแค่มาเที่ยวช่วงพักร้อน ก็คงไม่รู้

 

Thorsaeng with children

ทอแสงทำงานเลี้ยงเด็ก

"Ik"

Ik ในภาษาดัทช์ แปลว่า ฉัน เรา ข้าพเจ้า กู ผม หนู ดิฉัน ข้า ตู ทุกความหมายที่หมายถึงตัวผู้พูด เนื่องจากเรา (หมายตัวผู้บ่นคนนี้) ได้เลือกมาอยู่ที่เบลเยี่ยม จึงต้องเรียนภาษาดัทช์ ตอนเริ่มเรียน -จะว่าไปไม่ว่าภาษาใดก็ตาม ล้วนเหมือนกันหมด- มักเริ่มด้วยประโยคแนะนำตัว เช่น ฉันชื่ออะไร อายุเท่าไร ฉันชอบอะไร ฉันอยากเป็นอะไร ฉัน ฉัน ฉัน... ทุกประโยค นานวันเข้าเมื่อเริ่มสร้างประโยคเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้แล้ว ก็ยังเริ่มต้นการสนทนาด้วยคำว่า "Ik" อยู่ดี อาจเป็นเพราะโครงสร้างของ "Ik" ใช้ง่าย ไวยากรณ์ก็ใช้ง่าย ไม่มีพลิกแพลงเหมือนเวลาใช้ hij (เขา), zij (เธอ), je, u (คุณ) ฉะนั้นพูดว่า "Ik" จึงเสี่ยงน้อยที่สุด ในการพูดผิด

แต่คิดไปคิดมา เรากลับกลายเป็นคนที่พูดถึงแต่เรื่องของตัวเอง ไม่เคยสนใจที่จะพูดถึงเรื่องคนอื่น แล้วยิ่งเสียงของคำว่า "Ik" (อิ๊ก) เป็นเสียงสูงด้วยแล้ว เลยทำให้เด่นชัดขึ้นเวลาพูดถึงตัวเอง

ช่วงนี้เราเลยพยายามขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า "je" ดูบ้าง แม้จะยากกว่านิดนึง แต่ก็ทำให้ลักษณะนิสัย Self Attention ลดลง หันไปสนใจความเป็นอยู่ของคนรอบข้างแทน

มีอยู่ประโยคนึงที่ไม่ได้แสดงตนว่าสนใจแต่ตัวเอง นั่นก็คือ "Ik hou van jou" (ฉันรักคุณ) กระมั้ง?

 

 

Thorsaeng at Ruben's home เราคือใคร | มีอะไรที่นี่ | ข้อตกลง | ติดต่อเรา | ThaiThink.com

คุณอ่านหน้านี้เป็นคนที่ 882 นับตั้งแต่ 16 Jun 2004